= My thoughts =


ข้าพเจ้าแอบรักใครคนหนึ่ง..

ได้แต่เฝ้ามองอยู่ไกลๆ  อย่างหลงใหล...

หาข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเค้า..
ยิ่งพบ ยิ่งพิศ ยิ่งหลง ยิ่งชอบ

ตื่นมาตอนเช้า ก็คิดถึง...
ระหว่างวัน ก็ถวิลหา...

เมื่อเดินเข้าไปใกล้อีกนิด...
ได้รู้จักเค้ามากขึ้นอีกหน่อย..

ข้าพเจ้า ก็เริ่ม...กลัว...

เค้าเป็นคนที่เข้าถึงยาก.. เข้าใจยาก...
ข้าพเจ้าจะมีความสามารถพอที่จะเข้าใจเค้าบ้างไหม?
นิสัยของเราจะเข้ากันได้ไหม?
เมื่อมาคบหากันแล้ว ข้าพเจ้าจะรักเค้าไปอีกนานแค่ไหน?

เค้าเป็นคนเก่ง ฉลาด ภูมิฐาน มีความสามารถในการถ่ายภาพอยู่ในระดับสุดยอด.. อย่างไม่มีข้อสงสัย
ค่าตัวของเค้า สูงมาก...
มาก มาก มากกกก T_T

วันนี้ข้าพเจ้า กำลังสับสน
ความรัก ทำให้คนเราตาบอดได้จริงๆ

และข้าพเจ้าก็ทราบ ว่าความรักครั้งนี้ คำตอบทั้งหมดอยู่ที่ตัวข้าพเจ้าเอง..

โปรดเป็นกำลังใจให้ความรักของข้าพเจ้าด้วย

 

------------------------------------------------------------

ขอเบรคความหลงใหล ด้วยคำสอนของอาจารย์ ซักเล็กน้อย... -_-'

"พี่จะขอบอกว่า ฟิมล์สี ขาวดำ ดิจิตอล อินฟราเรด กล้องซูเปอร์อภิมหาSLR ทั้งหมดมีแก่นเดียวกัน คือ เป็นเครื่องมือช่วยเป็นสื่อ ถ้าเทียบกับปากกาก็อาจเป็นปากกาของนักเรียนหรืออาจเป็นปากกาของกวี ทั้งนี้ขึ้นกับผู้ใช้ ฟิลม์ที่ดี ดิจิตอลที่ดีตอบสนองต่อผู้ใช้ต่างกัน ไม่มีใครดีกว่าชนิดดีไม่มีที่ติ คิดเสียว่า ขอให้เรารู้จริงในสิ่งที่มี พี่ว่าสำคัญมาก
 
แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น คือ จิตวิญญาณความรู้สึกของผู้ที่ต้องการถ่ายทอด เราใส่จิตวิญญาณไปให้แค่ไหน ใหม่ๆเรามัวกังวลที่เรื่องเทคนิค แค่ถ่ายให้สีสวย ความชัดก็จะตายแล้ว ใช่ 
เพราะเรายังไม่เข้าใจและชำนาญเทคนิค แต่เมื่อเราเข้าใจมากขึ้น  จิตใจและวิญญาณของเราจะเป็นหัวใจในการสร้างสรรผลงานที่มีความหมายกับเรา  เมื่อผลงานมีความหมายและคุณภาพ(โดยเทคนิค) โอกาสที่ผู้รับชมและสัมผัสในสิ่งที่เราทำได้ ก็จะมากตาม 
 
อีกใน คือ ศิลปะทุกอย่างมีต้นกำเนิดและปลายทางเดียวกัน เพียงแต่ใช้เส้นทางต่างกัน เราต้องการแรงบันดาลใจ ความรู้สึกนึกคิด จินตนาการในการทำงานศิลปะทุกแขนง
ไม่ว่าจะเป็นดนตรี จิตรกรรม ถ่ายภาพ เพียงแต่พวกเราใช้เครื่องมือที่ต่างกัน  กรรมวิธีต่างกัน บางคนใช้ปากกา บ้างก็ใช้สี บ้างก็ใช้ฟิมล์ บางทีก็ดิจิตอล
แต่ทั้งหมดมีจุดหมายเดียวกันคือสร้างความสุข สุนทรียะ แรงบันดาลใจให้กับผู้พบเห็น หรือได้ฟัง ใช่เปล่า ? "

สมศักดิ์ พัฒนพิฑูรย์
5 มิถุนายน 2551

 


Blog EntryTest 02Apr 1, '08 11:44 AM
for everyone
...

เพิ่งจะได้ฟิลเตอร์ Infrared มาเมื่ออาทิตย์ก่อน กำลัง "อิน" กับ อินฟราเรด.. ก็ได้ข่าวนิทรรศการภาพ infrared ขาว-ดำ ที่ชื่อนิทรรศการ "รากไทย"

มีรึจะพลาด ^_^


-----------------------------------------------------


เดินเข้าไปเห็นภาพ infrared ขาว-ดำ แขวนอยู่บนฝา จำนวนมาก รู้สึกได้ว่า หัวใจเต้นแรงขึ้น -_-'

 

รากไทย เป็นนิทรรศการแสดงภาพถ่ายขาว-ดำ infrared ของคุณสมศักดิ์ พัฒนพิฑูรย์ โดยภาพทั้งหมดถ่ายด้วยกล้องฟิล์มอินฟราเรดชนิดขาวดำ และผ่านการล้างอัดด้วยเทคนิคดั้งเดิม ^^

รากไทย... คุณสมศักดิ์เขียนอธิบายไว้ว่า ตั้งชื่อเพื่อย้อนระลึกถึงช่วงเวลาหนึ่งของอยุธยาที่มีความเจริญรุ่งโรจน์ เป็นศูนย์กลางการรับ และการหลอมรวมการสร้างศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่า  กลายเป็นบ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมที่มั่นคง เสมือนต้นไม้ที่หยั่งรากลึก... แตกกิ่งก้านสาขา แผ่ความเจริญงอกงามทางวัฒนธรรม คติ ความเชื่อไปอย่างกว้างขวาง

เมื่อย้อนดู "เรา" ที่นับเป็น "รากไทย" ผู้ซึงได้มีส่วนร่วมชีวิตอยู่ในห้วงเวลาที่อาจกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของเวลาสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ชาวไทย โดยอาจมีล่วงรู้ได้เลยว่าสิ่งที่ได้กระทำในเวลานี้นั้น จะเป็นส่วนร่วมรับผิดชอบในการสร้างรากฐาน อันจะสืบสานความงอกงามเติบโต หรือช่วยค้ำชู เมื่อยามที่จำต้องพบกับความเสื่อมถอย....

เพราะสิ่งที่กระทำในปัจจุบัน ล้วนจะสะท้อนเป็นความเจริญที่งอกงามสืบต่อไป หรืออาจเป็นความเสื่อมถอยให้ได้ประจักษ์ในอนาคตเฉกเช่นเดียวกัน


----------------------------------------------------


อ่านแล้วก็ อึ้ง...  ตกลงตัวเรา ก็เป็น "รากไทย" เหมือนกันนะเนี่ย...

----------------------------------------------------

 

ดูรูปดีกว่า...

 

 

--------------------------------------------------------------


ได้เจอพี่สมศักดิ์ตัวเป็นๆ ด้วย ^_^ ได้คุยและได้สอบถามหลายๆ เรื่องที่สงสัย


ฟังพี่สมศักดิ์ตอบคำถาม รู้สึกเลยว่า

ตัวเราช่างผิวเผินนัก!


พี่เค้าคือ expert จริงๆ เลยค่ะ รู้ลึก ทั้งใน และนอกตำรา... แล้วก็เป็นศิลปิน ทั้งวิธีการพูด การอธิบาย มิน่าล่ะ.. มุมมองในการถ่ายภาพไม่ธรรมดา เลย


อยากบอกว่า เวลาไปดูนิทรรศการภาพถ่าย แล้วได้คุยกับเจ้าของผลงาน มัน..... พูดไม่ถูก... มัน... แบบว่า..สุดๆ... ไปเลย  เฮ่อออออออออออออออออออ

ซื้อหนังสือกลับมาด้วยค่ะ ได้ขอลายเซ็นพี่เค้ามาด้วย ^_^

รู้สึกว่า.. อยากกลับไปดูรูปอีกครั้ง T_T

-------------------------------------------------------------------------

อิอิ ว่างๆ แวะไปดูคลิปที่พี่เค้าออกทีวีช่องเก้าที่บ้านคุณเม้งนะคะ ^^
http://notbirth.multiply.com/calendar/item/10010

 

วันนี้ได้คุยกับพี่เค้าประมาณนี้ค่ะ ^^

- ถามพี่เค้าว่า ถ่าย IR ยังไงให้ฟ้าเป็นสีเข้มๆ อยากถ่าย IR ให้ฟ้าดำน่ะค่ะ พี่เค้าอธิบายว่า ลักษณะของท้องฟ้าในแต่ละวันมีส่วนอย่างมาก ถ้าฟ้าสีเข้มๆ อยู่แล้ว ถ่ายออกมาดำได้ไม่ยาก

- บางภาพใช้แฟลชด้วยหรือไม่? พี่เค้าตอบว่า ลักษณะของ IR จะเก็บรายละเอียดของส่วนมืดได้มากกว่าภาพทั่วไปอยู่แล้ว มีใช้แฟลชบ้างบางภาพ

- พี่เค้าถามตวงว่า ใช้ filter อะไร? และแนะนำว่า ถ้าเอาฟิลเตอร์ ส่องไฟดู ยิ่งถ้ามองไฟไม่เห็น ยิ่งดี (ยิ่งมืดยิ่งดี) แล้วพี่เค้าก็พูดภาษาถ่ายภาพอะไรบางอย่างมาด้วย -_-' จำไม่ได้แร่ว แหะ แหะ ประมาณว่าเป็นชื่อฟิลเตอร์น่ะค่ะ

- พี่เค้าแนะนำให้พวกเราส่งภาพเข้าประกวดถ่ายภาพนะคะ เค้าบอกว่า การส่งภาพประกวด จะเป็นการบังคับให้ตัวเราฝึกคิด ที่จะถ่ายทอดภาพนั้นๆ ตามหัวข้อที่ได้รับ assign .. ถ้าเราสามารถถ่ายทอด + สื่อสารให้กับกรรมการทุกคนยอมรับได้ นั่นก็หมายถึง เราสามารถทำข้อสอบผ่าน... ^^

- อีกเรื่องที่สอบถามคือเรื่อง perspective ของภาพค่ะ พี่เค้าบอกว่า ตำแหน่งของกล้อง สัมพันธ์กับ perspective และสัมพันธ์กับภาพ ที่จะได้ด้วย บางรูป พี่เค้าต้องยืดขาตั้งกล้องไปสุดๆ กดกล้องลงมา แล้วแทบจะต้องเขย่งเพื่อถ่ายภาพ... การที่เราพิถีพิถันที่จะเลือกมุม ภาพที่ออกมาก็จะแตกต่าง..

- ตวงถามพี่เค้าเรื่องการถ่ายภาพ over/ under อย่างไรถึงจะดี เพราะบางครั้งเราไม่สามารถวัดแสงได้โดยตรงผ่านฟิลเตอร์ เค้าบอกว่า ถ้าเป็น digital ให้ลองๆๆๆๆ ให้หมดทุกแบบ แล้วทำความรู้จักกับกล้องของเราให้ดี มองแสงให้เป็น เพราะเค้าบอกว่า filter ตัวเดียวกัน ใช้กับกล้องคนละตัว ภาพก็ออกมาคนละแบบ -_-' จะให้ over under อย่างไร เราจะต้องมีภาพสุดท้ายอยู่ในใจอยู่แล้ว แล้วก็ค่อยๆ ถ่ายทอดออกมาให้ได้ตามที่คิดค่ะ


เคยด่ารถคันที่ชอบมาปาดแทรกหน้าเรา ตอนที่เรากำลังเข้าคิวจะเลี้ยวบ้างไหม?

 

ตวงเกลียดมากเลย พวกที่ทำแบบนี้ ก็เห็นอยู่ว่าคนเค้าเข้าแถวกันมาตั้งยาวเพื่อรอเลี้ยว ทำไมไอ้รถคันนั้นถึงได้เลวแบบนี้ ต้องมาแทรก มาปาด ไม่ยอมเข้าแถวเหมือนกับคนอื่น...

 

ไม่ชอบเลย...

 

เกลียดมาก......

 

------------------------------------------------------------------------------------------------------------ 

 

แล้ววันหนึ่ง.. ก็พบว่า... ตัวเองกำลังปาดคันหลังเพื่อแซงคิวเลี้ยว!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

 

---------------------------------------------------------------------------------------

 

สังคมทุกวันนี้ มันกำลัง Transform คุณ ให้คุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ไปตามที่คนส่วนใหญ่เค้าทำกัน

บรรทัดฐานแปลกๆ ที่สังคมสร้างขึ้นมา ก็เป็นที่ยอมรับในสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ

 

บางครั้ง บางเรื่อง มันก็เล็กน้อยมาก ... เล็กซะจนคุณไม่ทันได้สังเกต .... ว่าคุณกำลังปรับตัว ให้เข้ากับสังคมที่คุณอยู่นี้...

 

บรรทัดฐานใหม่ๆ บางครั้ง ไม่ใช่เรื่องที่ดี

มันเหมือนไวรัสโรคร้าย ที่ค่อยๆ Transform คุณไปเรื่อย ๆ

 

Congratulations!!

 

 


T_T

ประเดิมบล็อคด้วยรอยน้ำตา ฮือๆๆๆ

เมื่อครั้งไปภูหลวง เอาแฟลชไปด้วย แต่เปิดไม่ติด ไม่รู้เป็นอะไร...
วันนี้เอาแฟลชไปซ่อมค่ะ.. ด้วยอาการเดิมคือ เปิดไม่ติด... เปลี่ยนถ่านใหม่ ก็ยังเปิดไม่ติด...

พอไปถึงมือหมอ... เปิดติดซะงั้น!!!  (อยากจะเขกกะโหลกเจ้าแฟลชซะจริงๆ)

แต่พอเค้าลองเล่นไปซักพัก ก็พบปัญหาเดิมที่เคยเจอ คือ อยู่ๆ แฟลชมันก็ติดเอง ยิงวาบ วาบ โดยไม่ได้ไปกดอะไร...

พอบอกสาเหตุ คุณหมอก็ทำหน้าหนักใจ...
และบอกว่า... ค่าซ่อมสี่ห้าพัน ไม่คุ้มครับ!!!

โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ

----------------------------------------------------------------------------------------

เรื่องมันเกิดจาก วันหนึ่ง ขณะที่กำลังถ่ายมาโครอยู่อย่างเมามันส์...
ได้ยินเสียงประหลาดออกมาจากแฟลช..  แซ่ก!!! ฟู่.....................

รีบโยนแฟลชไปไกลๆ ก่อนเลย กลัวระเบิดง่ะ...
พอเสียงฟู่เงียบลง เลยค่อยๆ ย่องไปดู

ปรากฎว่า ถ่านอัลคาไลน์ระเบิดอ่ะ...
รีบเอาออกมาทิ้งด่วน...

(ปล. จริงๆ ตอนนี้อันตรายนะคะ ของเหลวจากถ่านอัลคาไลน์มีพิษมาก ต้องระวังอย่าให้โดนผิวหนัง ถ้าเข้าตาตาบอดเลยนะ)

หลังจากนั้น พอใส่ถ่านใหม่ ก็ดูเหมือนจะใช้ได้... ก็ใช้ต่อไป

แต่อาการหลังจากนั้นก็เริ่มรวนเลยค่ะ อยู่ๆ ก็ยิงแฟลชเองโดยไม่ได้ไปโดนอะไร หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยอาการเปิดไม่ติด

---------------------------------------------------
ลาก่อน SB600
---------------------------------------------------

ขอให้เรื่องนี้เป็นอุทธาหรณ์ให้กับทุกๆ ท่านนะคะ ระวังเจ้าถ่านอัลคาไลน์ให้ดี

ของเหลวที่ซึมออกมาจากถ่านเป็นกรด ซึมเข้าไปในแผงวงจร ไม่มีทางรักษา

ท่านอาจจะต้องเศร้า เพราะต้องเสียตังค์ซื้อแฟลชใหม่แบบตวงก็ได้

โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ


บอกได้คำเดียวว่า... ทึ่ง....

เหนือความคาดหมายมากๆ

แมลงตัวเล็กๆ ขนาดเล็กกว่ายุงเล็กน้อย... ที่เราพบได้ในป่าหน้าฝน.. มีชื่อเรียกว่า "คุ่น"
[หลังจากนี้จะ refer ถึงสัตว์ชนิดนี้ว่า "ไอ้คุ่นบ้ากรูเกลียดมรึงที่สุดในโลก"]

----------------------------------------------------------------------

อาทิตย์ที่แล้วไปเที่ยวป่าเขามาค่ะ

ก่อนไปก็กังวลนิดหน่อยเรื่องทาก... แต่ก็คิดว่าคงจะไม่มีหรอก..

-----------------------------------------------------------------------

- - ก็ไม่มีจริงๆ นั่นแหละ - -

แต่.. ช้าก่อน.. หนึ่งชั่วโมงก่อนขึ้นรถตู้กลับกรุงเทพ... ขณะกำลังเพลิดเพลินหา subject macro อยู่นั้น....

อะจ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก ปวดแปล๊บที่เท้า..

มองลงไปพบสัตว์ประหลาดสีเทา คล้ายปลิง สองตัว ขดอยู่ที่เท้า!!

ตัวแรกประสบการณ์สูง กัดอยู่ก่อนแล้ว ไม่รู้สึก จนน้องเล็กอีกตัวตามมา พอเอาปากปักจึ้ก เราก็จ๊ากเลยอ่ะค่ะ มันเจ็บนี่นา (อ่อนประสบการณ์แหงๆ)

เห็นปุ๊บก็... [ก็แอบกรี๊ดดดดดดๆๆๆๆๆ (ในใจ) โอ๊ยยยย กรูโดนทากกัด ตายๆๆๆๆๆ ตายแน่ๆๆๆ ทำไงดี ช่วยด๊วยยยยย!!แต่ไม่สามารถแสดงอาการออกนอกหน้าได้ เพราะคนเยอะ -_-' ต้องทำตัว Cool สุดๆ โดยการ]...ค่อยๆ บรรจงหยิบทากออก เหมือนไม่มีไรเกิดขึ้น ชินๆ เฉยๆ...

หยิบออก มันก็ยืดๆ ไม่ยอมปล่อย -_-' ต้องใช้แรงกระชาก [ในใจ กรี๊ดดดดดด ไอ้ทากบ้า ตัวก็หยึยๆๆๆ กรี๊ดๆๆๆๆ  ออกไปเดี๋ยวนี้นะ กรี๊ดๆๆๆๆๆ]

กระชากออกมาสำเร็จแล้ว กรูจะทำไงกับทากในมือดี?? [- - กรี๊ดดๆๆๆๆ เกิดมาไม่เคยจับปลิงมาก่อน กรี๊ดๆๆ ทำไมมันหยุ่นๆ แบบนี้ - -]

- - - ขอข้ามฉากการสำเร็จโทษทาก - -

ผลจากการบังคับขืนใจทากให้ถอนปากจากผิวหนัง ทำให้เลือดไหลไม่หยุด -_-'
ต้องใช้ทิชชูกดแผล อยู่ราวห้า ถึง สิบนาที
(อ่านในหนังสือ เค้าบอกว่าต้องพยายามทำให้ทากถอนปากเองด้วยความสมัครใจ เลือดจะไหลแป๊บเดียว -- ถอนปากด้วยความสมัครใจ โดยการโรยเกลือ)

ผลจากการโดนทากกัด: ไม่มี หลังเลือดหยุด ทุกอย่างก็จบ

-------------------------------------------------------------------------------

มาที่พระเอกของเรา ที่สร้างความทึ่งให้กับเรามากมาย

"ไอ้คุ่นบ้ากรูเกลียดมรึงที่สุดในโลก"

มันบินอยู่ในป่า เป็นแมลงแปลกหน้าที่เราไม่รู้จัก มากัดก็เจ็บๆคันๆ เหมือนยุง ปัดๆ ไปมั่ง เพราะคิดว่าเป็นยุง

ทิ้งรอยแผลเอาไว้เป็นจุดเล็กๆ แดงๆ 

กว่าจะรู้ว่าไอ้เจ้าแมลงเล็กๆ ที่มากัดเราคือไอ้คุ่นบ้ากรูเกลียดมรึงที่สุดในโลก ก็ผ่านไปครึ่งวันแล้ว (โดนกระหน่ำมาเต็มสตีมโดยไม่ได้ตระหนักใดๆ)

โดนกัดที่แขนมาแปดจุด ที่ขา สิบจุด

------------------------------------------------------------------

ผลจากการโดนไอ้คุ่นบ้ากรูเกลียดมรึงที่สุดในโลกกัด:

วันที่ 1 เฉยๆ ..ตุ่มแดงๆ... chill
วันที่ 2 
 เฉยๆ ..ตุ่มแดงๆ... chill
วันที่ 3 คันนิดๆ เกาก๊อกๆ แก๊กๆ
วันที่ 4 นี่มันอะไรกันเนี่ย!!!!!! คันโคดๆๆๆ เกาๆๆๆ ตุ่มแดงเล็กๆ เห่อเป็นตุ่มแดงใหญ่ๆ รีบแจ้นไปซื้อยามาทา
วันที่ 5 ใครก็ได้ช่วยด้วยยยยยยยยยยยยยยยยยยย คันมากกกกกกกกกกกกก กลางคืนนอนหลับยังเกาเลย
วันที่ 6 ไม่ไหวแล้ว ต้องกินยา amoxy ตัดเชื้อ รู้สึกอยากร้องไห้ หาข้อมูลในเน็ตเพิ่ม เค้าบอกว่าเคยมีคนตายเพราะไอ้คุ่นบ้ากรูเกลียดมรึงที่สุดในโลกกัด เอ๊ย ไม่ใช่ -_-' เค้าบอกว่าจะคันไปอีกเป็นอาทิตย์ รอยแผลก็จะอยู่กับคุณไปตลอด เป็นดำๆ ไม่หาย

- - -จิตตก - - -
รู้สึกอยากร้องไห้ มองแผลไอ้คุ่นบ้ากรูเกลียดมรึงที่สุดในโลกด้วยอารมณ์เศร้า จะเกาก็ไม่กล้า คันก็คัน
แผลเริ่มเป่ง ข้างในเป็นน้ำ

วันที่ 7 
 รู้สึกอายมากๆ กับแขนของตัวเองที่เต็มไปด้วยแผล สูญเสียความมั่นใจในชีวิต อยากหลบหน้าผู้คน ต้องไปเดินหาซื้อเสื้อแขนยาวมาเพิ่ม เพราะคาดว่างานนี้ยาวแน่ๆ อาการคันยังคงอยู่
วันที่ 8  อาการเป่งลดลงนิดๆ เปลี่ยนเป็นไตแข็งๆ
วันที่ 9 เริ่มมีอาการจากยุงกัด แผลยุงกัดจะไม่หายไป แต่จะกลายสภาพเป็นเหมือนกับแผลไอ้คุ่นบ้ากรูเกลียดมรึงที่สุดในโลกเลย!!!! นั่นคือ คัน + เกา + เป่ง + ไต
วันที่ 10 จิตตก + เบื่อโลก + นั่งเขียน blog.

สุดท้าย
ขอตะโกนดังๆ อีกครั้งว่า
"ไอ้คุ่นบ้ากรูเกลียดมรึงที่สุดในโลก"

------------------------------------------------------------------------------------------

ปล. เพราะไอ้คุ่นบ้ากรูเกลียดมรึงที่สุดในโลก ทำให้เรามองแมลงสาบเปลี่ยนไปมาก
เมื่อก่อน เกลียดมันโคดๆๆๆๆๆๆ
เดี๋ยวนี้กลับรู้สึกว่า แมลงสาบ ถึงจะน่าเกลียด ถึงจะวิ่งเข้ามาหาคนทุกครั้งที่เจอกัน แต่มันก็ไม่ทำให้เราต้องเจ็บป่วยทางกายและทางใจมากมายขนาดนี้

คิดแล้วก็ยิ่งกังวล ไม่รู้ว่า วันนึง จะมีตัวอะไรมาทำให้เรามองคุ่นเปลี่ยนไปหรือเปล่า?

 

- - - -  - - - - - - - -  - - - - - -  - - - -

1 กันยายน 2550

หลังจากถูกไอ้คุ่นบ้ากรูเกลียดมรึงที่สุดในโลกกัดเมื่อเดือนมิถุนายน ตอนนี้เวลาผ่านไป 3 เดือน แผลจากคุ่นยังไม่หายไป กลายเป็นจุดดำๆ T_T จางไปเล็กน้อยเท่านั้น

แต่ที่ทำให้รู้สึกแย่อยู่ นั่นคือ กลายเป็นแพ้ยุงแบบถาวรไปแล้วค่ะ

เมื่อก่อน ยุงมากัด เป็นตุ่มนิดหน่อย สองชั่วโมงก็หายไป แต่ปัจจุบันนี้ ยุงมากัด จะคันอยู่ 2-3 วันทีเดียว และตุ่มก็ไม่ยุบลงง่ายๆ 

คัน พอเกา ก็จะเป่ง พอหายแล้วก็จะกลายเป็นจุดสีดำ เหมือนแผลไอ้คุ่นบ้ากรูเกลียดมรึงที่สุดในโลกกัดเลย ตอนนี้ที่ขามีจุดดำราวสามสิบจุดแล้ว T_T 

ไปไหนก็กลายเป็นกลัวยุงไปเลย ทั้งยากันยุง กย15 อาร์ทแม็ท ติดบ้าน ติดรถ ไว้ตลอดเวลา T_T

มันเหมือนกับว่า พิษของ ไอ้คุ่นบ้ากรูเกลียดมรึงที่สุดในโลก จะอยู่ในกระแสเลือด ไปทำลายระบบอะไรบางอย่าง ทำให้ allergic ต่อแมลงทุกชนิด T_T

มันน่ากลัวจริงๆ อยากให้ทุกคนหาทางป้องกันให้ดีๆ อย่าให้มันกัดได้นะคะ มันเปลี่ยนชีวิตคุณจริงๆ T_T 


 


 
 
วันนี้ ได้ไปเติมไฟในการถ่ายภาพมานิดหน่อยค่ะ

กับงานแสดงภาพถ่ายขาวดำ ผลงานของคุณสุรัตน์ โอสถานุเคราะห์

งานนี้จัดขึ้นที่แกลเลอรี่เล็กๆ แถวๆ วัดแขก สีลม ภาพที่จัดแสดงก็เท่ากับ 2 ฝาห้อง :)

แต่ภาพแต่ละภาพนั้น..

มันทรมานใจจริงๆ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

ทุกภาพใช้ฟิล์มขาวดำค่ะ ด้วยลักษณะของภาพจากฟิล์มขาวดำ ทำให้เราสังเกตเห็นเกรนของภาพได้เกือบจะทุกภาพ.. อื้ม... นี่แหละมั๊ง เสน่ห์ของภาพขาวดำ

ภาพของคุณสุรัตน์ เป็นภาพที่ถ่ายทอดชีวิต กิจกรรมต่างๆ อารมณ์ต่างๆ ของบุคคล ผ่านทางสีหน้า และองค์ประกอบ... สิ่งเหล่านี้ เป็นตัวทำให้ภาพถ่าย กลับกลายเป็นภาพที่มีชีวิต

ภาพบางภาพ เห็นแล้วทำให้เรายิ้ม

ภาพบางภาพ เห็นแล้วทำให้เรารู้สึกเศร้าใจ ด้วยแววตา และภาษากายที่สื่อออกมาผ่านภาพถ่าย

ไปดูแล้ว รู้สึกได้ว่า ภาพถ่ายมันพูดได้จริงๆ นะ.....

The Photos really Talk!

ได้ซื้อหนังสือของคุณสุรัตน์มาเล่มนึงด้วยค่ะ (ในราคา mark up :P) ชอบคำพูดของท่านมากๆ ค่ะ ขอ quote มาไว้ที่นี่ด้วยนะคะ

"ภาพของผมไม่เหมือนคนอื่น

ช่างภาพส่วนใหญ่จะเน้นภาพที่มีสีสัน แสงเงา และองค์ประกอบทางศิลป์

แต่ผมเห็นอย่างไรก็ถ่ายอย่างนั้น.. เน้นที่เรื่องราวของภาพที่ปรากฎ

ภาพทุกภาพบอกเรื่องราว.. โดยเฉพาะเรื่องราวที่กำลังเลือนหายไปของวิถีชีวิตดั้งเดิม"

------------------------------------------------------------------------------------------------

ไปดูนิทรรศการนี้แล้วชอบมากๆ เลยค่ะ

นำลิงค์รายละเอียดมาฝาก สำหรับใครที่อยากจะไปดูบ้าง :)

http://www.rpst-digital.org/forum/showthread.php?t=14268

 


Blog Entryซูชิ 10 บาทMar 26, '07 6:52 AM
for everyone

เมื่อเช้าเดินไปทานอาหารที่ศูนย์อาหารใกล้ออฟฟิศ...

พลันเหลือบไปเห็น บูธมาใหม่ ขายซูชิ ในราคาชิ้นละ 10 บาท...

. . .

เจ้าซูชิเนี่ยมันเข้ามาในชีวิตประจำวันของเราตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ? ตอนเด็กๆ จำได้ว่า ซูชิ ซาเซมิ เป็นของแพงมาก ไม่มีโอกาสได้ทานเลย..

แต่วันนี้... หาซื้อได้ง่ายพอๆ กับข้าวแกง.. มีขายแม้แต่ในตลาดนัด... มันกลายเป็นอาหารปกติธรรมดาในชีวิตประจำวันไปซะแล้ว -_-'

---------------------------------------------------------------------------------

อะไรเป็นปัจจัยให้ซูชิ เดินเข้ามาในชีวิตเราได้ขนาดนี้?

น่าจะเป็นกระแสวัฒนธรรมญี่ปุ่น...

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่วัฒนธรรมเข้มแข็งมาก ผิดกับไทยเรา ที่วัฒนธรรมอ่อนแอ พร้อมรับกระแสจากประเทศอื่น

ถ้าให้ทุกคนลองคิด อะไรก็ตามที่อยู่รอบตัวเรา ที่เกี่ยวกับญี่ปุ่น ทุกคนคงคิดได้มากมาย เช่น โตโยต้า โดราเอมอน อายิโนะโมะโต๊ะ อาลิกาโตะ กูลิโกะ คาสิโอ ชิเซโด้

ถ้าให้ทุกคนลองคิด อะไรก็ตามที่อยู่รอบตัวเรา ที่เกี่ยวกับอเมริกา..... . ..... อ่า.... .... แมคโดนัลด์ -_-'

ถ้าให้ทุกคนลองคิด อะไรก็ตามที่อยู่รอบตัวเรา ที่เกี่ยวกับอินเดีย.... ..... ...... อ่า......

ถ้าให้ทุกคนลองคิด อะไรก็ตามที่อยู่รอบตัวเรา ที่เกี่ยวกับอังกฤษ .... .... ... อ่า......

วัฒนธรรมญี่ปุ่นแข็งแรงจริงๆ !!!!!


เมื่อคืนนี้ เรายืนอยู่บนเตียง...

มือขวาถือไม้กวาด มือซ้ายถือแป้งเด็ก..

อยู่ในท่าพร้อมรบ กับเจ้าแมลงเล็กๆ ที่... ที่เราไม่ชอบเอาเสียเลย...

เจ้าแมลงสาบ.... จึ๋ย!

-------------------------------------------------------------------------

เราไม่ชอบฆ่าแมลงสาบเสียด้วย อยากจะแค่ไล่มันออกจากห้องเท่านั้น..

ทำไมต้องแป้งเด็ก? เพราะเราคิดว่าแมลงสาบเหม็น และแป้งเด็กหอม เวลาเจอกับแมลงสาบ ชอบโรยแป้งเด็กไปบนตัวมันอะค่ะ -_-'

แล้ววันหลังๆ ก็จะเจอศพแมลงสาบสีขาว นอนตายอยู่ในบริเวณใกล้เคียง -_-' ไม่รู้ว่ามันไม่ชอบแป้งเด็ก หรือแมลงสาบที่เราโรยแป้งไว้มันอายุมาก ใกล้ตายแล้วกันแน่...

เลย assume ว่า แมลงสาบไม่ชอบแป้งเด็ก 5555

--------------------------------------------------------------------------

จากสงครามเมื่อคืนนี้ ได้ค้นพบว่า... เมื่อใช้ไฟฉาย ฉายไปที่แมลงสาบ มันจะอยู่ไม่นิ่งเลย จะต้องลุกลี้ลุกลนตลอด - -

อ้า... แมลงสาบไม่ชอบแสง!!!!

สงครามเมื่อคืน สามารถไล่แมลงสาบไปได้ โดย 1. โรยแป้งเด็ก 2. ฉายไฟฉายตามตลอดเหมือนสปอตไลท์งานออสการ์ 3. เปิดเพลงดังๆ 4. เปิดไฟในห้องทุกดวง 5. หลังจากสู้รบอยู่ 20 นาที ก็ให้เวลาเงียบๆ ซักพักให้แมลงสาบหนีออกจากห้อง (โดยย้ายตัวเองไปที่อื่น)

หลังจากนั้นจึงคิดว่า เมื่อเราเกลียด ไม่ชอบแมลงสาบ จะประกาศสงครามกัน.. ต้องใช้กุศโลบายของซุนวู "รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง!"

---------------------------------------------------------------------

เช้านี้เลยเข้าเน็ต หาข้อมูลเรื่องแมลงสาบมาเพิ่ม  -_-'

1. แมลงสาบไม่ชอบแสง!!!  เย่ๆ สิ่งที่เราค้นพบถูกต้องแล้ว
2. แมลงสาบไม่ชอบกลิ่น tea tree oil - - -    -_-'
3. แมลงสาบไม่ชอบอยู่ในห้องแอร์ - - -   เหรอ? ทำไมที่ออฟฟิศเราก็มีแมลงสาบนะ
4. แมลงสาบสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีหัว เป็นเวลา 1 เดือน
5. แมลงสาบไม่สามารถกลับตัวได้เมื่อหงายเก๋ง... ดังนั้นเมื่อคุณเห็นแมลงสาบหงายเก๋ง รู้ไว้เลยว่ามันต้องตายในท่านั้นแน่ๆ หรือถ้าอยากช่วยก็ช่วยกลับตัวให้มันหน่อยนะคะ

 ใครมีวิธีกำจัดแมลงสาบเด็ดๆ ก็แนะนำกันได้นะคะ


Blog Entryไม่อยากถ่ายรูปJan 31, '07 7:25 PM
for everyone

เดือนนึงเต็มๆ

ที่ไม่มีแรงบันดาลใจออกไปถ่ายภาพเลยค่ะ

ไม่เข้าใจเหมือนกัน.. จากเดิม ต้องไปทุกอาทิตย์ ขอให้ได้ถ่าย ถ่ายอะไรก็ได้...
แต่วันนี้มันเหมือนใครมากดปุ่ม hibernate....

เมื่อเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปเที่ยวนครวัดนครธมที่กัมพูชา
ซึ่งเป็นสถานที่ ที่น่าจะถ่ายรูปได้เยอะเลยเนอะ..

แต่กลับไม่รู้สึกอยากถ่ายรูปเอาซะเลย...

-----------------------------------------------------------------------------

ได้ไปยืนที่หน้าปราสาทพระขรรค์ เวลา 17.00 น.

แสงลงอย่างสวยเลยค่ะ... สวยมาก.. กระทบซากปรักหักพังของปราสาท ประกอบกับฝุ่นทรายที่ฟุ้งขึ้นมาด้วยนักท่องเที่ยวที่เพิ่งเดินจากไป

มองแสง มองภาพที่เห็นเบื้องหน้า... รู้ทันทีเลยว่า...

เราไม่สามารถถ่ายทอดมันได้....

ด้วยความคิดหลายๆ อย่างที่ประมวลกันเข้ามา ทำให้เราตอบสนองต่อภาพที่สวยงามตรงหน้านั้น...
ด้วยการเดินจากไป!

ไม่.. แม้แต่จะมองภาพนั้นผ่าน view finder

-----------------------------------------------------------------------------

อาการไม่ค่อยดีแว้ว T_T

-----------------------------------------------------------------------------

ใครมีวิธีสร้างแรงบันดาลใจให้อยากไปถ่ายรูป แนะนำกันหน่อยนะคะ


พรุ่งนี้จะไปทริป :) ทริปที่เป็นอีกหนึ่งความฝัน

และเป็นการก้าวเดินข้ามกำแพงของตัวเองที่ก่อไว้ ^_^

-------------------------------------------------------------------

เมื่อคืนก็นึกครึ้ม จัดเสื้อผ้าไปทริปดีกว่า...

การไปทริปครั้งนี้จัดเสื้อผ้าไม่ยาก และสนุกทีเดียว

เนื่องจาก การไปครั้งนี้ ต้องการไปแบบ low profile และกลมกลืนกับชาวบ้าน..เลยขุดเอาเสื้อเก่าๆ ที่อยู่ด้านล่างๆ ของกองเสื้อผ้ามาใช้..... ผิดกับการไปทริปครั้งอื่นๆ ที่ต้องเฟ้นหาเสื้อดีๆ ใหม่ๆ เพราะไปกับคนในสังคมเดียวกัน....

แต่พบว่า.. เสื้อผ้าเก่าๆ ของเรา.. ยังมี gap อยู่ระดับนึงทีเดียว กับเสื้อผ้าที่ชาวบ้านใส่...

เสื้อผ้าของเรา แม้จะเก่า แต่ยังมีตรายี่ห้อติดอยู่.. บ่งบอกว่า ครั้งนึง มันเป็นสินค้ามีราคา

หรือลักษณะของสไตล์ เสื้อเชิ้ตคอปกสีขาว ขอบแขนสีขาว... ไม่ใช่เสื้อที่ชาวบ้านเค้าใส่กัน...

 

ความเก่าเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้เรากลมกลืนได้.. T_T

 

ใจไพล่นึกไปถึง เสื้อที่แถมมากับสินค้า เช่น ซื้อสีทาบ้าน แถมเสื้อ..

เสื้อแบบนั้น.. มันไม่มีใน port เสื้อผ้าของเราเลย เพราะเป็นเสื้อที่เราไม่เคยคิดจะใส่

 

เราเดินทางมาไกลกว่าที่คิดนัก.....


เมื่อวานหุ้นตกร้อยจุด market cap หายไปแปดแสนล้าน...

มีเงินของเราอยู่ในนั้นด้วย T_T

ประเทศเราโดนถล่มอีกแล้วคับท่าน ด้วยกองทุน hedge fund ที่ดันค่าเงินบาทให้แข็งโป๊ก แตะระดับ 35 บาทต้นๆ

มันคือ สงคราม... มันคือ การโจมตี.. ล่าอาณานิคมในรูปแบบใหม่..

เมื่อก่อน ประเทศตะวันตก ล่าอาณานิคม เพื่อเอาเพชร เอาทอง เอาพืชผล เครื่องบรรณาการ ทรัพยากรที่มีค่าในประเทศที่ถูกยึดครอง

วันนี้ กลุ่มทุน แห่งสังคมทุนนิยม มีเงินก้อนใหญ่เป็นอาวุธ มาทำสงครามเอาเงินจากประเทศเราไป...

ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอยอยู่เสมอ

---------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ประเทศไทยก็ได้พยายามสู้ ด้วยยุทธวิธีที่คิดว่าดีที่สุด
แต่การแก้ปัญหา บางครั้งก็ดูเหมือนยังหละหลวม และมองข้ามบางสิ่งที่สำคัญไป

---------------------------------------------------------------------------------------

ตัวเราเองล่ะ? จะทำอะไรได้บ้าง ในสงครามครั้งนี้?

มีความคิดว่า...อยากจะไม่ depend on เงินดูบ้าง
ถ้าเราคิดว่า เงินไม่ใช่สาระของชีวิต เราจะไม่รู้สึกเจ็บปวดจากการสงคราม ทั้งที่ผ่านมา และที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต...

---------------------------------------------------------------------------------------
Sick of Capitalism.



 

เมื่อเดือนที่แล้ว..

มีอีเมลหนึ่งฉบับมาจาก pixpros

แจ้งว่า มีคนจะซื้อภาพที่เราไปลงไว้ใน photo market!

กรี๊ดดดดด... 

 

วันนี้ได้รับตังค์เรียบร้อยแล้ว..
ขายภาพได้ 1 ภาพ ราคา 700 บาท!

ดีใจมากๆๆๆๆ

เป็นเงินก้อนแรก ที่สามารถหามาได้ จากการถ่ายภาพ!!

โม้ให้คุณพ่อ คุณแม่ และญาติๆ ฟัง  โม้ให้เพื่อนที่ทำงานฟัง โม้ให้เพื่อนชาวต่างชาติฟัง

เราขายรูปได้นะ..

----------------------------

มันเหมือนกับว่า ได้ achieve อะไรบางอย่างเหมือนกัน..
การขายภาพได้ แสดงว่า รูปที่เราถ่าย ได้มาตรฐาน

และมีคนเห็นคุณค่าของมัน และจะนำรูปนั้นไปสร้างคุณค่าให้กับเขาต่อไป
----------------------------

วันนี้ เรารู้แล้ว ว่าจะมีอะไรไปโชว์ ในหนังสืองานศพของเรา อิอิ
ชอบคิดแบบนี้อะค่ะ ว่า ถ้าวันนึง เราตายไปแล้ว จะทิ้งอะไรไว้บนโลกนี้บ้าง..

-----------------------------

ขอขอบคุณอย่างจริงใจ กับ เวป www.pixpros.net
สำหรับโอกาสดีๆ แบบนี้

ถ้าไม่มีศูนย์กลางการซื้อขายภาพถ่าย บนเวป แบบนี้.. คงไม่มีวันนี้ ไม่มีความดีใจ และความภาคภูมิใจแบบนี้

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ


Blog Entryหนึ่งปีNov 13, '06 10:41 AM
for everyone

ปีนึงแล้วสินะ..

ที่ผูกชีวิตไว้... กับการถ่ายภาพ..
มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นในชีวิต.. เรียกได้ว่า.. วิถีชีวิตเปลี่ยน

------------------------

ตั้งแต่หันมาสนใจการถ่ายภาพ รู้สึกว่าชีวิตกำลังเดินไปในอีกทิศทางหนึ่ง บนถนนที่ไม่คุ้นเคย

ก้าวแรก รู้สึกเหมือนเดินคนเดียว
พอเดินมาได้ซักพัก ก็เริ่มเจอะเจอเพื่อนๆ.. ผู้ที่กำลังเดินไปบนถนนเส้นเดียวกัน..
แต่ละคนก็เดินด้วยความเร็วต่างๆ กัน

บางครั้งเราก็เดินมาทันคนข้างหน้า.. บางครั้งคนข้างหลังก็เร่งแซงเราไป

-------------------------
วันนี้..
ขอหยุดเดินซักพัก

ด้วยมีคำถามเกิดขึ้นในใจ ว่าเรากำลังจะเดินไปไหน?
เราจะเดินไปเพื่ออะไร?

-------------------------

นี่มันไม่ใช่ถนนเส้นที่เรา ควรจะ เดินไปนี่?
รู้.. ไม่ใช่ไม่รู้

แต่เป็นถนนที่ เรา อยากจะเดินต่อไป แม้ไม่รู้ว่าอีกไกลขนาดไหน หรือปลายทางจะเป็นอะไร

-------------------------

นี่ละมั๊ง ความรัก


อยากเป็นคนรอบคอบกะเค้ามั่ง...

----------------------------------------
ด้วยความตั้งใจเต็มที่
วันนี้ แบกกล้อง พร้อมเลนส์ สามตัว.. จะไปถ่ายรูปงานภูเขาทอง..
ขึ้นรถสาธารณะไปค่ะ (รถตู้ ต่อรถเมล์) เพราะไม่รู้จะไปจอดรถที่ไหน... ทุลักทุเลพองาม.. อุอุ

ไปถึงภูเขาทองตอนพระอาทิตย์ใกล้ตก.. ภูเขาทองสะท้อนแสง อย่างงาม...

คว้ากล้องขึ้นมา...

ทรุด...

ไม่ได้เสียบ SD CARD มาจากบ้าน !!!

กล้องและเลนส์หนักประมาณสามกิโล.. กลายสภาพเป็นก้อนหินไปในทันที..
-----------------------------------------

อ่า....
การปรับนิสัย.. จะทำได้หรือเปล่านะ?
อยากเป็นคนเนี๊ยบๆ และรอบคอบกับเค้าบ้าง..
มันต้องอาศัยปัจจัยอะไร ให้เรามีนิสัยแบบนั้นได้?

-----------------------------------------
การมีนิสัยรอบคอบ น่าจะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น..
การวางแผน.. การสำรวจ.. การวิเคราะห์ผลจากการกระทำ..
การใช้ชีวิตอย่างมีระบบ มีแบบแผน...
-----------------------------------------

perfectionism...
คงไม่ได้คาดหวังให้ไปไกลถึงขนาดนั้น.. แต่อยากจะปรับให้อะไรมันดีขึ้นบ้าง..
รู้สึกว่าเราขาดวินัยในการใช้ชีวิต..
ดูจากห้องรกๆ และมักจะเผชิญกับการหาของไม่เจอเป็นประจำ..
บางครั้ง ถือของรุงรัง เดินมาที่รถ ..ใช้รีโมทเปิดรถได้แล้ว วางของที่พะรุงพะรังเรียบร้อย..
นั่งที่คนขับ เตรียมสตาร์ท..

อ่า.. กุญแจไปไหนฟระ T_T

ต้องรื้อของอีกรอบ หากุญแจรถ T_T

-----------------------------------------
ไม่อยากเป็นแบบนี้แล้วอ่ะ
Messed things up all the times...

การจะเปลี่ยนนิสัยไม่ใช่เรื่องง่าย
จะเริ่มยังไงดีล่ะ?

....
....
....

ไม่รู้เหมือนกัน..
ลองพยายามดูดีกว่า..
-----------------------------------------


ไปเที่ยวเชียงตุง ประเทศพม่ามา ได้ของฝากมาหลายข้อเลย.. ฝากเตือนใจตัวเราเองอยู่เรื่อยๆ

---------------------------------------------------------------------------------------

เมื่อเช้านี้ ไปทำงาน.. แหงนมองขึ้นไปบนตึกออฟฟิศ.. สูงสามสิบชั้น.. และยังมีรถไฟฟ้าบนท้องฟ้า ทำให้เห็นท้องฟ้าไม่ถนัด..

ในระดับสายตา พบรถราขวักไขว่มากมาย บ้างบีบแตรเสียงดัง.. คนในรถล้วนเร่งรีบ ที่จะไปทำงานกัน สายตามุ่งไปข้างหน้า ไม่มีใครมองมายังรอบข้าง

มันช่างแตกต่างกันเสียจริงๆ นะ.. เชียงตุง.. เหมือนชนบท.. นานๆ จะมีรถผ่านมาซักคัน .. คนเดินทางโดยใช้จักรยาน.. ทุกคนแต่งตัวเหมือนๆ กัน.. มองท้องฟ้าได้เต็มตา.. ทุกคนเจอกัน ทักทาย สบตา..

----------------------------------------------------------------------------------------

คิดดูเล่นๆ ถ้าเราชอบวิถีชีวิตแบบนั้น อยากใช้ชีวิตแบบนั้น จะได้ไหม?

....เราเดินทางมาไกลไปแล้ว...

บางครั้ง เราก็ไม่ได้อยากเดินทางเลยจุดนั้นไป.. แต่ด้วยกระแสสังคม พัดเราไปเรื่อยๆ รู้สึกตัวอีกทีก็มาไกลเกินจะย้อนกลับไปได้แล้ว..
------------------------------------------------------------------------------------------

บางครั้ง กระแสสังคม ก็พัดเราไป ในที่ที่เราเองไม่ได้อยากไป แต่จำเป็นต้องไป..
ด้วยเหตุผลมากมาย ที่สังคมยกมาอ้าง
คนส่วนมาก ก็จะมีเสียงเรียกร้องลึกๆ ข้างใน ว่าไม่ได้ต้องการ ไม่ได้อยากจะเป็นไปตามกระแสนั้น

แต่บางครั้ง เสียงนั้นก็เบาเหลือเกิน จนแทบไม่ได้ยิน

กระแสนั้น ก็ยังคงพัดพาเราต่อไป.. ไกลออกไป ไกลออกไป
--------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------

สำหรับในแง่ของการถ่ายภาพ

ครั้งนี้ รู้สึกเหมือนมีแรงบันดาลใจลึกๆ ในการไปถ่ายภาพที่เชียงตุง
สองอาทิตย์ก่อนไป ไม่ได้ถ่ายรูปอะไรที่ได้ดั่งใจ.. ทำให้พลังสะสม..

ได้ไปถ่ายรูปกว่า 700 รูปที่นั่น..
รูปที่ถ่ายออกมา รู้สึกนิดหน่อย ว่ามีการพัฒนาขึ้นมาบ้าง 
เพราะครั้งนี้ ตั้งใจถ่ายภาพเป็นอย่างยิ่ง สุดฝีมือเลยนะเนี่ย..

.... ฮึกเหิม .....

แต่พอกลับมาดูในพิกซ์โปร.. มีแต่ภาพสวยๆ ทั้งนั้นเลย
ตอนแรกกะว่าจะโพสท์ใน gallery แต่เห็นภาพแล้วท้อเลย

ฮึดสู้ ...  เอาวะ ...
นั่งทำรูปตั้งแต่บ่ายโมงถึงห้าโมงเย็น...

โพสท์ไปแล้วในห้อง rookies..
ภูมิใจนิดๆ รู้สึกว่าภาพของตัวเองแตกต่างจากเดิมๆ

วันนี้ตอนบ่าย เข้าเวป.. เจอกระทู้ที่อาบิจัง ตั้งไว้ ชื่อว่า Pixpros Recommend รวบรวมกระทู้ที่น่าสนใจในรอบสัปดาห์

ครั้งนี้ มี 8 กระทู้ที่อาบิเลือกมาแนะนำ..

และกระทู้ที่ 8....

-------------------------------------------------------------------------------------------

8.ย้อนเวลา หาอดีต.. ที่เชียงตุง
http://www.pixpros.net/forums/showthread.php?t=1032

ของคุณ Tuang

รูปสวย เหลือเฟือ พอที่จะเข้าไปดู โดยเฉพาะ ภาพเปิด .. จัดเป็น งาน landscape ดีๆได้สบายๆเลยครับ

--------------------------------------------------------------------------------------------

น้ำตาคลอ
เดินออกจากโต๊ะทำงานเงียบๆ
ไปกรี๊ดในห้องน้ำ!

จบข่าว.


งง งง การขับรถของตัวเอง...


ปกติเราเป็นคนประเภท defensive.... ประณีประนอม.... ไม่ก้าวร้าว... ถ่อมตน...
เรียบร้อย สุภาพ พูดเบา ไม่ชอบเอะอะ

แต่...
การขับรถ มันเป็นคนละเรื่อง!

เคยไหมที่เวลาขับรถอยู่ดีๆ เจอเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่โดนๆ แล้วของขึ้น!
เมื่อวานนี้ ขับอยู่ดีๆ ก็มีรถซิ่งคันนึงมาปาดหน้าตรงช่องว่างระหว่างเรากับรถคันหน้า ซึ่งมันก็ไม่ใช่ช่องที่กว้างเลย เรียกได้ว่า ปาดในระยะประชิด..

รู้สึกได้ ถึงความรู้สึกบางอย่าง แผ่ซ่านไปตามกระแสเลือด..
..มรึงเล่นงี้เลยเหรอ... ได้!
จากนั้นก็ ทิ้งระยะประมาณ สามฟุต ตลอด (จี้) มรึงซ้าย กรูก็ซ้าย... ตามไปจี้ตลอด แต่ไม่แซง!!

มันเหยียบหนีขึ้น 140 ก็เหยียบตาม (รถเราพันห้า กับรถเค้าสองพันเนี่ยนะ)  จี้ไปตลอดระยะประมาณสิบห้ากิโล (ถนนโล่ง)
เลขไมล์ขึ้นเกิน 150...

เป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง !!
การขับรถตามรถคันอื่นเป็นเรื่องสนุก เรารู้สึกเป็นต่อ รู้สึกสะใจลึกๆ ที่ได้ไซโค..

โดยในช่วงที่ "ของขึ้น" นี้ จะไม่ได้มีจิตสำนึกถึงผิดชอบชั่วดีใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ได้คิดถึงความปลอดภัย ความเหมาะสม หรือมาตรฐานของสังคม ใดๆ ทั้งสิ้น...

สูญเสียความมีเหตุมีผล.. สูญเสีย "ความเป็นมนุษย์" ไปชั่วระยะหนึ่ง
----------------------------------------------------------------------------------

คนเรามีความเป็นโรคจิต แฝงอยู่ลึกๆ อยู่ในตัวทุกคน
ขึ้นอยู่กับว่า มันจะแสดงออกมาในรูปแบบไหน

สัญชาตญาณของความชั่วร้าย มันฝังอยู่ลึกๆ จริงๆ
---------------------------------------------------------------------------------
ชอบจัง เขียนบล็อคนี้.. ได้ประกาศตนเองเสียทีว่า ภายใต้หน้ากากอันนี้ จริงๆ แล้ว เราเป็นคนเลว!! อิอิ
(AND SO DO YOU!)


 

Pixpros' Grand Photo Exhibition

งานนี้ขอเขกหัวตัวเองก่อน 1 โป๊ก...
ชะล่าใจอ่ะค่ะ ไปสาย!

"พี่ตวง ถึงไหนแล้วคะ อ้อมาถึงงานแล้วนะ"
"ง่า.... อีกสิบห้านาทีพี่จะไปถึงนะจ๊ะ น้องอ้อทานกาแฟไปก่อนนะ"

ตอนน้อง aorminoltax700 โทรมา.. ยังอยู่บนถนนราชดำเนินเลยอ่ะ...
แหม... ก็เค้าเปิดงาน 9.19 น. ไปถึงซักเก้าโมงก็ยังโอเคแหละ...
แถมซิ่งไปหน่อย ขับเลยจุดกลับรถ ต้องไปติดอีก 1 แดงเพื่อรอกลับรถแยกอโศก T_T

ปรากฎว่า เดินเข้าไปในงานตอนเก้าโมง คนล้นออกมาจากห้องบรรยายเลยอ่ะ T_T
เลยรู้ตัวว่า พลาดอย่างแรง..
ได้แต่ยืนเป็นไทยมุงอยู่หน้าห้องบรรยาย...
อ๊ะ อาบิพูดอะไรน่ะ อยากฟัง...เค้าขำอะไรกันเฮๆ อ่ะ... ชะโงกไปซักพักก็หมดความพยายามแระ
เลยได้จับกลุ่มคุยกับสมาชิกอยู่หน้าห้อง... มี natpat  songforce และ oberon รวมถึงน้องอ้อด้วยอ่ะที่เข้าไปข้างในไม่ได้ (พี่ขอโต๊ด)

ซักพัก ท่านประธานก็เดินออกมาเพื่อทำพิธีเปิดงาน...
เอาละ ได้เวลาดูรูปสวยๆ แล้วเรา :)

-----------------------------------------------------------------------------------------
รอบที่ 1 เดินดูภาพ...

โห ถ่ายได้ยังไงเนี่ย?
อ๊าคค.. ไปหา prop แบบนี้มาจากไหน?
โห สีรูปนี้สุดยอด...
โอ้ พระเจ้า....
ถ้าเป็นเราคงจะไม่จัด compo แบบนี้หรอก มิน่า.. รูปเราถึงไม่สวย...
ทำไมหันหน้าเข้าหาขอบภาพแบบเนี้ย?? แต่สวยอ่ะ
ทำไมรูปนี้มันดูดเราเข้าไปอย่างเงี้ย??

บางรูปก็...อ่า...... (ยืนดูอยู่นาน) รูปนี้สวยยังไง? สวยในความหมายไหน? งง

การจัดนิทรรศการแบบนี้ มันไม่ง่ายเลย
เค้าคงต้องดูกลุ่มคนชมภาพด้วยแฮะ..
บางกลุ่ม ชอบภาพเน้นเทคนิค
บางกลุ่ม ชอบภาพเน้นการสื่อสารกับคนดู
บางกลุ่ม ชอบภาพ landscape สวยๆ ดูง่ายๆ
บางกลุ่ม ชอบหมด T_T
บางกลุ่ม ไม่ชอบหมด T_T ไม่เห็นสวยเลย... กลุ่มนี้น่าสงสาร อิอิ

อะไรเป็นตัวตัดสินว่า ภาพนี้ มองแว๊บเดียวผ่าน.. อีกภาพนึง ต้องจมอยู่กับมันสักพักหนึ่ง?
ส่วนหนึ่ง คือ ความชอบของแต่ละบุคคลล่ะนะ คนนี้อาจจะบอกว่าภาพนี้สวย อีกคนอาจจะไม่ชอบก็ได้..

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ คือ ชื่อภาพ
มีภาพหนึ่งติดใจมาก ชื่อภาพ "สวนทาง" อ่า.. มันสวนกันยังไงฟระ.. คนกับหมาก็หันหน้าไปทางเดียวกัน -_-' (solve ไม่ออก)

แต่ขอโทษ ยังคิดอยู่ถึงบัดนี้.. ว่ามันสวนทางยังไง!!!
อยากบอกว่า ภาพนี้ เป็นภาพที่ตั้งชื่อแล้วประสบความสำเร็จ!

ได้คิดมาหนึ่งข้อ..
ภาพที่ดี ไม่ต้องไปถ่ายที่ไหนไกล...
ไม่ต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล ไม่ต้องเสียเงินมากมาย...

ภาพที่ดี มีโอกาสเกิดได้...ทุกครั้ง ที่คุณจับกล้อง
-----------------------------------------------------------------------------------------
รอบที่ 2 ยุทธการล่าลายเซ็น

ชอบตอนนี้มากๆ เลยค่ะ ไอ้เจ้ายุทธการล่าลายเซ็นผู้แสดงภาพเนี่ย...
เพราะตอนที่เราไปขอลายเซ็น เราก็จะได้คุยกับผู้แสดงภาพด้วย แล้วก็ได้ถามว่า เค้าคิดยังไงที่ถ่ายแบบนี้..

"ภาพนี้ผมเห็นแล้วว่ามีนกอยู่ตรงนี้ เพียงแค่รอให้มีคนเดินเข้ามาประกอบฉาก"  - - - - อืม.. ภาพที่ดีต้องรอแฮะ

"ผมใช้กล้องคอมแพ็ค" - - - - ตายไปเลย

"ภาพนี้ใช้คอมแพ็คนะ ไม่ได้ใช้ขาตั้งนะ" - - - ฟื้นมาแล้ว.. ตายใหม่..

"รูปนี้ คุณดูดีๆ มันไม่ได้มีกฎอะไร ผมมองเห็นแล้วชอบ ก็ถ่ายออกมาเลย" - - - - อีกกี่ชาติจะมองได้แบบนี้ฟระ -_-'

"ใครๆ ก็ถ่ายได้ครับ" - - - - - พี่คะ ฮามาก มุกนี้ T_T

 ... เจ้าของงานยิ้มเขินๆ ต่อคำถามที่ว่า "โอ้วพระเจ้า น้องอายุ 17 เองเหรอคะ??" - - - - - สะพานสารสินไปทางหนายยยยย..

ดีใจได้ถามคำถามโง่ๆ ด้วย... "ภาพนี้วัดแสงไงคะ?"  "อ่า.. ผมถ่ายไว้หลายปีแล้วครับ จำไม่ได้จริงๆ"
------น้องๆ แถวนี้มีปี๊บมะ

------------------------------------------------------------------------------------------
รอบที่ 3 สังสรรค์เหล่าสาวก

ตอนนี้ก็ชอบ.. ชอบฟังเพื่อนๆ ผู้เข้าชมงานเค้าคุยกันค่ะ พอเราได้ดูอะไรสวยๆ ก็อยากจะคุยกับใครซักคนเนอะ
คุยไปคุยมา เริ่มแลกเปลี่ยนความในใจ.......
"ปีนี้ผมก็ส่งประกวดพี่ แต่ไม่ได้เข้ารอบ"
"ปีนี้พี่ไม่ได้ส่ง แต่ปีหน้าพี่จะส่งนะ :)"
"ยากหน่อยนะพี่.. เพราะปีหน้าผมได้เข้ารอบชัวร์"
"ชะช้า...ไม่ยอมหรอกเฟร้ย.."

-------------------------------------------------------------------------------------------

มันคือ.. แรงบันดาลใจ
มันคือ... การ set goal ที่จะก้าวต่อไป

ใครจะไปคิด ว่ามันจะแค่มาจาก การไปชมนิทรรศการภาพถ่าย -_-'


16.00 น. ฝนเทลงมาห่าใหญ่...

มองออกจากที่ทำงาน บนชั้น 22 อาคารบนถนนสุขุมวิท.. มองไม่เห็นตึกฝั่งตรงข้าม...
"ฝนน้อฝน ทำไมชอบมาตกตอนใกล้ๆ เลิกงานแบบนี้ด้วย! เป็นแบบนี้ประจำเลย" พี่โต๊ะข้างๆ ตะโกนบ่นขึ้นมาดังๆ พร้อมกับหลายคนที่พยักหน้ากันหงึกๆ แบบว่าเห็นด้วยเต็มที่...

17.00 น.  ฝนยังคงไม่เบาบางลง.. ซ้ำยังตกหนักมากขึ้นอีก..

"เอาวะ ไปตายเอาดาบหน้า"
อาร์ท.. ตัดสินใจกลับบ้านในทันทีที่เลิกงาน เนื่องจากประเมินสถานการณ์แล้ว วันนี้หนักแน่ๆ
เพื่อนพนักงานคนอื่น มายืนประเมินสถานการณ์ฝนตกกันริมหน้าต่าง.. บ้างเริ่มเก็บของ.. บ้างยังเฉยๆ อยู่..

ฉันยังคงนั่งอยู่หน้าคอมพ์ คิดว่า ตกก็ตกไป เดี๋ยวก็หยุด คืนนี้ออกซักทุ่มนึงก็น่าจะพอไหว...

17.15 น. สัญญาณเตือนครั้งที่ 1
"รีบออกมาเลย"... อาร์ทรายงานทางโทรศัพท์ "ตอนนี้อยู่บนถนนสุขุมวิทแล้ว น้ำท่วมล้อไปครึ่งล้อ!"

ฉันเดินไปประกาศบอกพี่ที่ทำงานคนอื่นถึงสถานการณ์น้ำท่วมถนนสุขุมวิท พี่แดง.. ซึมซับข่าวไว้เต็มที่..รีบเก็บของกลับบ้าน

18.00 น. สัญญาณเตือนครั้งที่ 2
"ตอนนี้ติดอยู่พระรามสี่ว่ะ"... อาร์ทรายงาน "แต่เริ่มกังวล เพราะน้ำสูงมาก กลัวว่าเครื่องจะดับ เพราะรถติดนิ่งๆ ไม่ขยับเขยื้อน"

ฉันก็ได้แต่คิดว่า.. เอาวะ เดี๋ยวน้ำมันคงลดแหละ กทม.เค้าไม่ปล่อยให้เมืองหลวงน้ำท่วมนานหรอกฟะ (เริ่มกังวล)

18.20 น. สัญญาณเตือนครั้งที่ 3
พี่แดง.. ผู้ซึ่งออกจากออฟฟิศไปตั้งแต่ห้าโมงสิบห้า โทรมารายงานว่า... ตอนนี้ ติดอยู่หน้าเซ็นทรัลชิดลม (ห้าร้อยเมตรจากตึก!!!!!)

โอ้วพระเจ้า... นี่มันวันอะไรกันเนี่ย...

18.30 น. สัญญาณเตือนครั้งที่ 4
"แก.. น้ำเข้ารถชั้น!!!" วีเค เจ้าของรถซีวิคปี 2003 โทรมารายงานด้วยน้ำเสียงกังวล..
"ตอนนี้ชั้นติดอยู่หน้าออฟฟิศ น้ำท่วมเกินครึ่งล้อ แถมน้ำเข้ามาในรถชั้นด้วยว่ะ ทำไงดีล่ะเนี่ย"...

"....."

19.00 น. False alarm
"แก พอออกพระรามสี่มาแล้วก็โล่งแล้วหล่ะ ออกมาได้แล้วหล่ะ" วีเคส่งสัญญาณด้วยน้ำเสียงดีขึ้น..

เอาวะ! ได้ฤกษ์กลับบ้านซะที

ขับรถวนลงมาถึงชั้น 1 สังเกตรถบนนถนนสุขุมวิทไม่ขยับเลย...
'ไปฟิตเนสดีกว่า.. รอซักชั่วโมงเหตุการณ์น่าจะดีขึ้น...'

เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ไม่ได้เอาชุดกีฬามา!!! ทำไมเป๋อแบบนี้..
ไปอาบน้ำอย่างเดียวก็ได้ฟระ...

20.00 น. อาบน้ำเสร็จกลับมาจากฟิตเนส.
รถบนถนนสุขุมวิท นิ่ง ไม่ขยับ น้ำสูงแตะใต้ท้องรถ (ครึ่งล้อ)
รถบนซอยที่จะออกพระรามสี่ไม่ขยับ.. แต่น้ำไม่ท่วมซอย..

ยืนดูรถอยู่สิบห้านาที... ไม่ขยับเลย โดยสิ้นเชิง!!
เดินไปคุยกับรปภ.  "พี่ๆ เปิดทางออกด้านหน้าออฟฟิศได้ป่าว รถมันติดสองด้าน จะไปได้ยังไงล่ะ"
"อ๋อ หลังหนึ่งทุ่ม ทางออกจะปิดแล้วคับ" พูดจบก็ยืนดูรถที่ติดยาว ออกจากออฟฟิศไม่ได้...

เศร้า... รปภ... ทำงานตามคำสั่ง... ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง... และไม่คิดจะลุกขึ้นมาทำให้อะไรดีขึ้น**

เอาไงดีวะ

จนถึงบัดนี้.. ก็ยังนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ที่ออฟฟิศ...
ทั้งฟลอร์ ไม่มีใครเลย (ไปตายดาบหน้ากันหมดแล้ววว) ไฟก็ปิด.. มีแต่แสงจากคอมพ์ที่ส่องหน้าเรา ถ้าใครมาเห็นคงสยองมั่กๆ -_-'

เฮ้อออออออออออออ ชีวิตคนกรุงเทพ
จะกลับบ้านก็กลับไม่ได้...

เศร้า.. บ่นๆๆๆ...

ชะโงกลงไปดูรถบนถนน.. ก็ยัง กระดื๊บ กระดื๊บ... น้ำก็ยังคงอยู่ในระดับครึ่งล้อ

Such a hell traffic day!!

ช่วยเป็นกำลังใจให้เราได้กลับบ้านก่อนสี่ทุ่มด้วยเถิด -_-'

 


มาโคร?? เมื่อก่อน เราตื่นเต้นมากเลยกับการถ่ายภาพมาโคร.. เพราะเราสามารถถ่ายภาพ close-up วัตถุ หรือสิ่งมีชีวิตได้อย่างใกล้ๆ จนบางที ใกล้กว่าที่ตาเราเห็นอีกนะ..

แต่พอเริ่มถ่ายมาโครได้แล้ว เริ่มรู้สึกว่า.. มันตันอ่ะค่ะ
ถ้าเริ่มควบคุมโฟกัสได้ - ถ่ายให้ชัด
ควบคุมรูรับแสงได้ - ระยะชัดของภาพ ครอบคลุม subject ทั้งตัวหรือไม่
ควบคุมแสงได้ - รู้จักทิศทางแสง และความเข้มของแฟลช..

พอได้สามอย่างนี้แล้ว รู้สึกว่า การถ่ายมาโครเริ่มหมดเสน่ห์ลงไป.. ภาพออกมา โอเค สวยดี.. แล้วไงเหรอ?

----------------------------------------

จนได้ออกทริป Wanna walk with us กับเวปถ่ายภาพแห่งหนึ่ง -_-' ไปถ่ายภาพมาโครกันที่น้ำตกโกรกอิดก จังหวัดสระบุรี เมื่ออาทิตย์ที่แล้วค่ะ..

ระหว่างถ่าย ก็เห็นสมาชิกตั้งใจกันมากเลย

มีการช่วยเหลือกัน ช่วยกันถือแฟลช ช่วยกันชี้ subject สวยๆ ให้ถ่าย..
มีการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน..พี่ปุ๋มไม่มีแฟลช แต่ก็เอาไฟฉายติดตัวไปด้วย สามารถถ่ายมาโครได้เช่นกัน! อันนี้เราไม่เคยคิดมาก่อนเลยน่ะ

เดินไปใกล้จะถึงน้ำตก เห็นอาบิ ตั้งหลักถ่ายเห็ดอยู่กอหนึ่ง.. กับเพื่อนสมาชิกอีกสามสี่คน
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ก็ยังถ่ายอยู่!!!

----------------------------------------
กลับจากทริป สมาชิกมาโพสท์รูปกันเพียบเลย..

ตอนนี้แหละ...
ถึงกับอึ้งไปเลย...

รูปของทุกคนสวยมาก และมีมุมมองที่ต่างกันไป..

ทุกคนได้เบสิคสามข้อไปเหมือนกันแล้ว ทั้ง คุมโฟกัส คุมรูรับแสง คุมทิศทางแสง..
แต่ทำไม รูปของพวกเค้าออกมาสวยงาม

ทำให้เราได้รู้ว่า จริงๆ แล้วการถ่ายมาโคร ยังมีช่องที่จะให้พัฒนาไปมากกว่านั้นได้อีกมาก
ทั้งการหา background ที่เป็นเอกภาพ..
การใช้ประโยชน์จาก foggy ทำให้แบคกราวนด์ของภาพมีชีวิตขึ้นมา.. อย่างภาพของอาบิ..
การหาประโยชน์จาก bokeh เช่น.. เก๋ real-fan นำแมลงมุมไปวางไว้กึ่งกลางของโบเก้พอดี ทำให้ภาพดูแตกต่าง..
การเล่นวิ้ง จากใยแมงมุมที่ฉีดน้ำจากฟอกกี้ หรือการทำให้โบเก้เป็นรูปโดนัท ของ จารย์ dust..
การใช้แฟลชหลายตัว จากภาพเห็ดของ 14mm

และ.. อีกมากมาย...

----------------------------------------

ขั้นตอนต่อไป เป็นขั้นตอนที่สำคัญกว่านั้น..
คือ เมื่อเราได้เห็นช่องว่างแล้ว...

เราจะเติมเต็มช่องว่างนั้นหรือไม่?

หลายครั้งที่เราเห็นช่องทางการพัฒนา แล้วปล่อยให้มันผ่านไป..
เพราะคิดว่า พัฒนาไปก็เท่านั้น.. ที่ใช้อยู่ปัจจุบันก็ดีอยู่แล้วนี่..

เฮ้อออ.. มีแต่ตัวเราเท่านั้นที่จะตอบคำถามข้อนี้ได้


Pages:123